logo
THAICOSMIC.COM / Welcome to the world of other worlds !

<<< ดูหมวดหมู่สินค้าทางด้านซ้าย

* Exchang Engish Language top left side.                 ดูเกร็ดมังกรแท้ Click Here!

(เหตุการณ์จำลองแห่งความเป็นไปได้   สักวันหนึ่งมนุษย์จะดับสูญ !) 
  
 
* หมายเหตุ : ทางร้านมิได้เน้นในเรื่องของการจำหน่ายเป็นหลัก แต่จะเน้นในเรื่องของการให้ความรู้ อย่างน้อยก็คงจะให้คนไทยได้แยกแยะชนิดต่างๆ และหน้าตาของอุกกาบาตได้ ไม่มากก็น้อยครับ ขอให้สนุกกับการรับชม!
 
* ความเชื่อ : อุกกาบาต เป็นแร่จากนอกโลก ให้พลังความมั่นคง สุขุม คัมภีรภาพ อุกกาบาตจะมีโลก ของตัวเอง เมื่อเพ่งมองไปยังผิวที่ขรุขระ จะเห็นเนินเขา ถ้ำ ภูเขา และทะเลสาป สะเก็ดดาวเป็นเพื่อนเดินทาง จะพาเราไปยังที่ ๆ ต้องการ และนำเรากลับมาที่เดิม ผู้เป็นเจ้าของจะได้รับการอุปถัมป์ และอนุเคราะห์ จากอุกกาบาต ช่วยเตือนความทรงจำที่หวานชื่นในชีวิต เชื่อกันว่า เมื่อเก็บอุกกาบาต ไว้ในบ้าน หรือพกติดตัว จะช่วยป้องกันไฟใหม้ หรือภัยพิบัติ ต่าง ๆ ได้ !
 
          อุกกาบาต คือ สะเก็ดชิ้นส่วนของดาวเคราะห์น้อย ดวงจันทร์ ดาวหางและดาวอังคารที่ตกจากอวกาศสู่โลก ตามปกติเวลาอุกกาบาตตกเราอาจเห็นมันเป็นดวงไฟพุ่งไปในท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง พร้อมกันนั้นเราก็อาจได้ยินเสียงดังก้องด้วย และถ้าเป็นอุกกาบาตก้อนใหญ่มันก็อาจถล่มทลายโลกจนสิ่งมีชีวิตทั่วโลกเกือบสูญพันธุ์ก็ได้ การศึกษาวิเคราะห์อุกกาบาตทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า อุกกาบาตมีส่วนประกอบเป็นหิน ภูเขาไฟ คือมีเหล็กและนิเกิลเช่นเดียวกับแกนกลางของโลก แต่บางอุกกาบาตอาจมีธาตุบางชนิด เช่น iridium ที่เราไม่ค่อยพบเห็นบนโลกเลย

          นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่า การศึกษาอุกกาบาตจะทำให้เราเข้าใจว่า สุริยจักรวาลและมนุษย์เองถือกำเนิดอย่างไร แต่เราก็ต้องยอมรับว่าเมื่อเราไม่มีวันจะเดินทางไปเยือนอุกกาบาตได้ ดังนั้น หนทางเดียวที่จะสัมผัสมันได้คือ คอยมันตกสู่โลกเท่านั้น

          ตามปกตินักวิทยาศาสตร์จะตั้งชื่อของก้อนอุกกาบาตตามสถานที่ที่มันตก ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจที่เรามีอุกกาบาตชื่อ Campo del Cielo ซึ่งพบในอาร์เจนตินา อุกกาบาตชื่อ Prairie Dog Creek เพราะพบในอเมริกา และ Zagora เพราะพบในโมร็อกโก เป็นต้น

          อุกกาบาตที่พบบนโลก โดยทั่วไปมีผิวเรียบแต่อาจมีรอยบุ๋มทั่วก้อน ซึ่งมีลักษณะเดียวกับที่เราใช้หัวแม่มือกดดินเหนียวจนเป็นรอย และอาจมีน้ำหนักตั้งแต่ ๓๐๐ กรัม จนกระทั่งถึง ๒ ตัน แต่ถ้าเราพิจารณารวมละอองอุกกาบาตที่เกิดขึ้นขณะมันพุ่งเสียดสีบรรยากาศ เราก็อาจสรุปได้ว่า น้ำหนักของอุกกาบาตทั้งก้อนก่อนถูกบรรยากาศเสียดสีอาจมากถึง ๑๐ ตัน ก็เป็นได้ และเวลาอุกกาบาตก้อนใหญ่ตกกระทบพื้นดิน แรงปะทะจะทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวและดินตรงบริเวณนั้นบุ๋มลึกเป็นหลุม ซึ่งเราเรียกว่า หลุมอุกกาบาต ส่วนละอองอุกกาบาตที่เกิดจากการเสียดสีกับอากาศนั้น อาจมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวตั้งแต่ ๑.๕ มิลลิเมตรขึ้นไป ซึ่งเราอาจพบเห็นละอองเหล่านี้ในน้ำแข็งของทวีปแอนตาร์กติกาหรือในดินโคลนใต้ะเล

          ตามปกติเวลาอุกกาบาตตก หากตำแหน่งที่ตกอยู่ห่างจากคนดูประมาณ ๑ กิโลเมตร เขาก็จะไม่ทันสังเกตเห็นมัน แต่ถึงแม้จะไม่มีผู้ใดเห็น เราก็สามารถรู้ว่าอุกกาบาตตกแล้ว จากการสังเกตดูรอยเสียหายตามบ้านเรือนหรือรถยนตร์ เมื่อไม่เห็นผู้บุกรุกใด ๆ สถิติที่ปรากฏจนกระทั่งถึงวันนี้ก็ไม่มีรายงานมนุษย์ผู้ใดเสียชีวิตเพราะถูกอุกกาบาตพุ่งชนแต่ประการใด

          ทฤษฎีการตกของอุกกาบาตที่เรามีแสดงให้เราเห็นว่า จำนวนอุกกาบาตที่ตกกระทบโลกในบริเวณเส้นศูนย์สูตร มีค่าประมาณ ๑ ใน ๓ ของจำนวนอุกกาบาตที่ตกที่ขั้วโลก และอุกกาบาตมักตกในเวลาบ่ายหรือเย็น และความเร็วของอุกกาบาตขณะพุ่งเสียดสีบรรยากาศโลกนั้นมีค่าประมาณ ๑๑ กิโลเมตร/วินาที ซึ่งนับว่าเร็วกว่าเสียงราว ๔๐ เท่า ด้วยความเร็วที่สูงเช่นนี้ เราจึงเห็นมันลุกเป็นไฟสว่างเจิดจ้ามากที่ระดับความสูง ๑๐๐-๑๒๐ กิโลเมตรเหนือพื้นดิน แต่ผลสุดท้ายที่มันจะเป็นผีพุ่งไต้ ดาวตก หรืออุกกาบาตนั้นก็ขึ้นความเร็ว มวลและคุณสมบัติของเนื้ออุกกาบาตเอง นอกจากนี้นักอุกกาบาตวิทยายังได้พบอีกว่า อุกกาบาตใดที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวน้อยกว่า ๑ เมตรเวลาตกผ่านชั้นบรรยากาศ มันอาจลุกเป็นดวงไฟที่โชติช่วงจนมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวถึง ๖ กิโลเมตรก็ได้ อนึ่ง ความร้อนที่เกิดจากการเสียดสีนี้ อาจทำให้ผิวบางส่วนของอุกกาบาตระเหยได้ และเวลาอุกกาบาตพุ่งตัวต่ำลง ๆ การเสียดสีกับบรรยากาศก็จะมากขึ้น ๆ จากนั้นความเร็วของอุกกาบาตก็ลด จนในที่สุดมันก็จะตกลงสู่ผิวโลกภายใต้แรงโน้มถ่วงที่โลกมี

          ณ วันนี้ นักดาราศาสตร์ได้รู้พอสมควรแล้วว่า แหล่งกำเนิดของอุกกาบาตอยู่ที่ใด จากการที่รู้ว่าสุริยจักรวาลมีดาวเคราะห์น้อย (asteroid) จำนวนแสนดวงโคจรอยู่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี ดังนั้น เวลาดาวพฤหัสบดีซึ่งมีขนาดใหญ่มหาศาลโคจรผ่านดาวเคราะห์น้อยบางดวงที่ระยะใกล้ แรงดึงดูดแบบโน้มถ่วงของดาวพฤหัสบดีที่กระทำต่อดาวเคราะห์น้อยจะดึงดูดมันทำให้วิถีโคจรของมันเบี่ยงเบนจากแนวเดิมคือ มันเปลี่ยนแนวโคจร และถ้าวิถีโคจรใหม่ของมันพุ่งตัดวิถีโคจรของโลก โอกาสที่ดาวเคราะห์น้อยจะตกบนโลกในสภาพของอุกกาบาตก็มีค่ามาก หรือในเวลาที่ดาวเคราะห์น้อยชนกันเอง สะเก็ดดาวที่เกิดขึ้นอาจพุ่งมาตกบนโลกได้ หรือเวลาดาวเคราะห์เช่นดวงจันทร์หรือดาวอังคารถูกดาวหางชนสะเก็ดดาวที่เกิดจากการชนอาจพุ่งอวกาศมาตกบนโลกในสภาพอวกาศก็ได้

          เหล่านี้คือที่มาของอุกกาบาตที่ตกบนโลกของเรา และนักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณพบว่า ในแต่ละปีโลกจะถูกอุกกาบาตประมาณ ๒๖,๐๐๐ ลูกพุ่งชน ซึ่งมีผลทำให้โลกเพิ่มน้ำหนักปีละ ๑๑,๐๐๐ ตัน แต่เมื่อน้ำหนักของโลกเท่ากับ ๖ พันล้านล้านล้านตัน น้ำหนักของอุกกาบาต : น้ำหนักโลกจึงเท่ากับ ๒ x ๑๐-๑๖% เท่านั้นเอง เพราะเหตุว่าพื้นผิวของโลกมีน้ำปกคลุมถึง ๗๐% ดังนั้น อุกกาบาตที่ตกส่วนใหญ่จะตกในมหาสมุทร แต่ก็มีอุกกาบาตอีกจำนวนไม่น้อยที่ตกบนทวีป ณ วันนี้ นักวิทยาศาสตร์มีอุกกาบาตในครอบครองประมาณ ๓,๕๐๐ ลูก และการวิเคราะห์อุกกาบาตเหล่านี้ได้ทำให้เรารู้ว่าองค์ประกอบหลักของอุกกาบาตคือ เหล็ก ซึ่งอาจมีมากถึง ๗๐% ส่วนนิเกลนั้นมีประมาณ ๗% ส่วนธาตุที่เหลือได้แก่ ออกซิเจน อะลูมินัม โซเดียม ไฮโดรเจน ฮีเลียม เงิน กำมะถัน และคาร์บอนก็มีบ้างเหมือน

          การสำรวจดวงจันทร์โดยนักบินอวกาศในยาน Apollo เมื่อ ๓๒ ปีก่อนนี้ ได้ทำให้เรารู้ว่าหินและดินที่หนักถึง ๓๘๐ กิโลกรัม ซึ่งนักบินอวกาศได้ขุดจากดวงจันทร์เพื่อนำมายังโลกได้แสดงให้เห็นว่า หินและดินเหล่านั้นมีอายุประมาณ ๒,๙๐๐-๔,๔๐๐ ล้านปี และผิวของดวงจันทร์มีหลุมอุกกาบาตมากมาย ซึ่งทั้งนี้คงมีสาเหตุมาจากการที่ดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศสำหรับเผาทำลายอุกกาบาตเลย

          ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะนักสำรวจชาวญี่ปุ่นได้รายงานการพบอุกกาบาตที่มาจากดวงจันทร์ตกในทวีปแอนตาร์กติกา ทั้งนี้เพราะอุกกาบาตก้อนนั้นมีส่วนประกอบเช่นเดียวกับหินและดินที่มนุษย์อวกาศนำมาจากดวงจันทร์ และนั่นก็แสดงว่าครั้งหนึ่งในอดีตที่นานมาแล้วได้มีอุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งชนดวงจันทร์ พลังปะทะได้ทำให้เศษหินและดินของดวงจันทร์ฟุ้งกระจายมาตกบนโลก และเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ คณะนักวิทยาศาสตร์แห่งองค์การ NASA  ของสหรัฐฯ ก็ได้เคยทำให้โลกตื่นเต้นกับข่าวพบจุลินทรีย์ของสิ่งมีชีวิตในอุกกาบาตที่มาจากดาวอังคาร แต่ข่าวนี้ก็ได้รับการพิสูจน์ว่าไม่จริงในเวลาต่อมา

          การสำรวจและวัดอายุของหลุมอุกกาบาตต่าง ๆ ที่โลกมี ได้แสดงให้เรารู้ว่าในทุก ๆ ๑,๓๐๐ ปี จะมีหลุมอุกกาบาตขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาว ๑.๕ กิโลเมตร เกิดขึ้นบนโลกหนึ่งหลุม และถ้าเป็นกรณีหลุมขนาดใหญ่คือมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวตั้งแต่ ๕๐-๑๐๐ กิโลเมตร โลกจะต้องคอยนาน ๑๐๐ ล้านปีจึงจะเห็น เป็นต้น และถ้าโลกถูกอุกกาบาตขนาดใหญ่เช่นนี้ชนสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิดบนโลก (รวมทั้งคน) ก็อาจสูญพันธุ์ในทันทีดังที่ได้มีการพบหลักฐานซึ่งแสดงให้เห็นว่าโลกยุค Mesozoic คือเมื่อ ๑๕๐ ล้านปีก่อน มี dinosaur และ pleisiosaur จำนวนมากมาย แต่อสุรกายเลื้อยคลานเหล่านี้ก็ต้องสูญพันธุ์ไป เมื่อโลกถูกอุกกาบาตชนในยุค Cretaceous เมื่อ ๖๕ ล้านปีมาแล้ว

          อนึ่ง หลุมอุกกาบาตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือหลุมอุกกาบาตชื่อ chubb หลุมอุกกาบาตหลุมนี้มีปากหลุมที่กว้างถึง ๓,๔๐๐ เมตร และขอบหลุมอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลที่มีอยู่ในหลุมราว ๑๖๐ เมตร ส่วนหลุมอุกกาบาตซึ่งตั้งอยู่ใกล้เมือง Winscow  ในรัฐอริโซนานั้น มีปากหลุมกว้างราว ๑,๔๐๐ เมตร และลึกประมาณ ๒๐๐ เมตร และเมื่อนักวิทยาศาสตร์วัดอายุของอุกกาบาตแห่งอริโซนา เขาก็พบว่า อุกกาบาตนี้ได้ตกลงเมื่อ ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว

          ในวารสาร Nature ฉบับวันที่ ๒๐-๒๗ ธันวาคมปีกลายนี้ G. cooper และคณะได้รายงานการพบสารอินทรีย์ในอุกกาบาต ซึ่งนั่นก็หมายความว่าอุกกาบาตสามารถนำสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกมาจุติบนโลกได้ ความจริงนักเคมีชาวสวีเดนชื่อ Svante Arrhenius ได้เคยเสนอทฤษฎี panspermia นี้ในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ เป็นครั้งแรกว่าเวลาอุกกาบาตที่มีจุลินทรีย์แฝงอยู่ตกในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม จุลินทรีย์จะวิวัฒนาการเป็นสัตว์ชั้นสูงได้ในเวลาต่อมา แต่ความคิดนี้ถูกนักวิชาการหลายคนคัดค้านโดยอ้างเหตุผลว่า หากจุลินทรีย์มีจริงรังสีคอสมิกและรังสีอัลตราไวโอเลตที่มีอำนาจในการทำลายเซลล์สูง จะฆ่าจุลินทรีย์ในอวกาศจนหมดสิ้น อนึ่งสารประกอบอินทรีย์ที่ Cooper พบเป็นสารประกอบพวก polyol ซึ่งได้แก่น้ำตาล และน้ำตาลนี้มีกำเนิดจากการที่แสงอาทิตย์รวมน้ำ แอมโมเนีย และคาร์บอนมอนอกไซด์เข้าด้วยกัน

          และเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้ มีคณะนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันคณะหนึ่ง ซึ่งได้ยืนยันมั่นเหมาะว่าในการทดลองให้จุลินทรีย์อยู่ในดาวเทียมที่โคจรรอบโลกเป็นเวลานาน เขาได้พบว่า จุลินทรีย์เหล่านั้นสามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ ทั้ง ๆ ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยอันตราย

          ดังนั้น เราจึงเห็นได้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ยาวนานร่วม ๒ ศตวรรษนี้ เราได้ตื่นเต้นกับธรรมชาติของอุกกาบาตมาก และเราก็มั่นใจว่า ในอีก ๒๐ ปี เมื่อนักบินอวกาศนำหินและดินจากดาวอังคารมายังโลกได้สำเร็จ เราก็คงเข้าใจที่มาและที่ไปของสุริยจักรวาลและชีวิตเราดีขึ้น

ที่มา : ศ. ดร.สุทัศน์ ยกส้าน ภาคีสมาชิก ประเภทวิทยาศาสตร์กายภาพ สาขาวิชาฟิสิกส์ สำนักวิทยาศาสตร์

            Private collection 

Mr.Siriphong P. (ศิริพงศ์ ผการัตน์สกุล)

Tel : 089-1411002

Email : thaicosmic@yahoo.com

แผนที่: คลิกที่นี่

Great for your collection!

 

   

THAICOSMIC MINI ROAD SHOW !  ยินดีที่จะไปเป็นวิทยากรตามสถาบันศึกษาต่างๆ นำอุกกาบาตไปแสดงให้ได้ชมกันครับ สถาบันศึกษาหรือองค์กรใดสนใจติดต่อได้ครับ Tel : 089-1411002

 

 

Physicist Mark Boslough discusses his theory on the formation of desert glass and his asteroids research (3:48)

 

 

หมายเหตุ : คนไทยยังมีความเชื่อเรื่องนี้อยู่น้อย ผู้ที่สนใจควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจซื้อครับ

เพราะบางชิ้นอาจราคาแพงสำหรับบางคน ทางเรารับประกันทุกชิ้นเป็นของแท้! และสำหรับผู้ที่ยังไม่

บรรลุนิติภาวะ หรือต่ำกว่าอายุ 18 ปี โปรดให้ผู้ปกครอบรับทราบก่อนการซื้อด้วยครับ 

 

*สินค้าไฮเทคแนะนำ สนุกกับการได้เรียนรู้ด้วยแผนที่ดูดาวพกพาดิจิตอล (Space Navigator)

ควรจะมีไว้สำหรับคนที่ชอบการดูดาวครับ น่าสนใจทีเดียวครับและไม่แพงด้วย!

 

คลิกที่รูปเพื่อดูขนาดรูปจริง   หินดาวตกหรืออุกกาบาต ถือเป็นสิ่งของหายาก ต้องใช้ความพยายามในการแสวงหา กว่าจะดาวเดือนจะมาอยู่ในมือคุณ